วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554

สรุปเนื้อหา Week1

ความสำคัญของสารสนเทศ
ปัจจุบัน IT ได้ทวีความสำคัญขึ้นอย่างมาก ทั้งในชีวิตประจำวัน ชีวิตการทำงาน และการดำเนินงานองค์การต่าง ๆ จนบางครั้งอาจเปรียบสารสนเทศได้เสมือนกับสายเลือดที่หล่อเลี้ยงการทำงานแทบทุกด้านขององค์กร  และผลกระทบของสารสนเทศมีอย่างกว้างขวาง ทั้งในระดับบุคคล กลุ่ม องค์กร รวมทั้งการทำงานในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ
การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในปัจจุบันทำให้สารสนเทศมีความสำคัญเพิ่มขึ้น โดยเน้นประเด็นต่อไปนี้
     -  ระบบเศรษฐกิจยุคใหม่
     -  การเปลี่ยนแปลงด้านองค์การและการบริหาร
     -  การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี
ข้อมูล (Data) คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือข้อมูลดิบที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล ยังไม่มีความหมายในการนำไปใช้งาน ข้อมูลอาจเป็นตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ รูปภาพ เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว
สารสนเทศ (Information) คือ ข้อมูลที่ได้ผ่านกระบวนการประมวลผลหรือจัดระบบแล้ว เพื่อให้มีความหมายและคุณค่าสำหรับผู้ใช้ มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจ
ความรู้ (Knowledge) คือ สารสนเทศบวกกับ Know-how คือ สารสนเทศอย่างเดียวไม่พอที่จะทำให้เกิดความรู้ เราต้องเข้าใจวิธีที่ดีที่สุดในการใช้สารสนเทศในการแก้ปัญหาผลิตสินค้าหรือบริการ
ลักษณะของสารสนเทศที่ดี
คุณค่าของสารสนเทศของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน(Haag et al, 2000) ในบทนี้จะกำหนดลักษณะของสารสนเทศที่ดีไว้ 4 มิติ คือ 
1.               มิติด้านเวลา (Time)
         การทันเวลา (Timeliness) »สามารถหาได้รวดเร็วทันเวลาที่ต้องการ
          ความเป็นปัจจุบัน (Up-to-date)» มีการปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
          มีระยะเวลา (Time Period) » มีข้อมูลทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนและการตัดสินใจ
2.               มิติด้านเนื้อหา (Content)
         ความถูกต้องเที่ยงตรง » สารสนเทศซึ่งไม่มีข้อผิดพลาด
         ความสัมพันธ์กับเรื่อง » สอดคล้องกับเรื่องที่ต้องการ
         ความสมบูรณ์ » คลอบคลุมรายละเอียดที่สำคัญทุกเรื่องที่ต้องการทราบ
         ความน่าเชื่อถือได้ » ขึ้นอยู่กับการเก็บรวบรวมข้อมูล และแหล่งที่มาของข้อมูล
         ตรวจสอบได้ » ตรวจสอบความถูกต้องและแหล่งที่มา
               3.               มิติด้านรูปแบบ (Format)
         ความชัดเจน
         ระดับของการนำเสนอรายละเอียด
         รูปแบบการนำเสนอ
         สื่อในการนำเสนอ
         ความยืดหยุ่น
         ความประหยัด
               4.               มิติด้านกระบวนการ (Process)
          ความสามารถในการเข้าถึง
         การมีส่วนร่วม
         การเชื่อมโยง
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ คือ ระบบที่รวบรวม ประมวล เก็บรักษา และเผยแพร่สารสนเทศ เพื่อใช้ในการวางแผน การพัฒนาตัดสินใจ ประสานงานและควบคุมการดำเนินงาน
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการที่ใช้คอมพิวเตอร์ (Computer-Based Information Systems : CBIS) มีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ส่วนคือ
ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
ซอฟท์แวร์ (Software)
ฐานข้อมูล (Database)
เครือข่าย (Network)
กระบวนการ (Procedure)
คน (People)
บทบาทของนักบริหารและ ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับสารสนเทศ
         กำหนดสารสนเทศทีต้องการ (what) โดยพิจารณาจากลักษณะงาน หรือหน้าที่ของหน่วยงาน
         พิจารณาเวลา (when) ที่ต้องใช้สารสนเทศนั้น เพื่อกำหนดเวลารวบรวม ประมวลผล จัดทำรายงาน
         ทราบว่าจะหาสารสนเทศดังกล่าวได้ที่ไหน (where) จากแหล่งข้อมูลภายใน หรือภายนอก
         เข้าใจว่าทำไม (why) จึงต้องมีสารสนเทศนั้น ทราบถึงสาเหตุในการเก็บรวบรวมข้อมูล
         ทราบว่าผู้ใช้สารสนเทศคือใคร (for whom) เพื่อจะได้จัดทำรูปแบบการนำเสนอให้เหมาะสม
         จะใช้เครื่องมืออะไร (how) ในการเก็บรวบรวม ประมวล รักษาสารสนเทศ
         สามารถเข้าใจความหมายของสารสนเทศที่หามาได้
         สามารถดำเนินการหรือปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม
         ใช้สารสนเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมายและอย่างมีจริยธรรม 
ประโยชน์ของสารสนเทศ      
               1.   ประสิทธิภาพ  (Efficiency)
-  ระบบสารสนเทศทำให้การปฏิบัติงานมีความรวดเร็ว
ระบบสารสนเทศช่วยในการเข้าถึงข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว
ระบบสารสนเทศช่วยให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
ช่วยลดต้นทุน
ช่วยให้การประสานงานระหว่างฝ่ายต่าง ๆ เป็นไปได้ด้วยดี
2.    ประสิทธิผล  (Effectiveness)
-  ระบบสารสนเทศช่วยในการตัดสินใจ ส่งผลให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ได้
ระบบสารสนเทศช่วยในการเลือกผลิตสินค้า/บริการที่เหมาะสม 
-  ระบบสารสนเทศช่วยในการปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/บริการให้ดีขึ้น,ทำได้ถูกต้องและรวดเร็วขึ้น, ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น
3.   ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)
มีการนำสารสนเทศมาใช้และทำให้เกิดการบริหาร/จัดการงานแบบใหม่ เช่น Supply Chain Management, Good Governance เป็นต้น
4.   คุณภาพชีวิตการทำงาน (Quality of Working Life)
เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดเครื่องมือการทำงานแบบใหม่ เช่น Internet, E-mail, Mobile และทำให้เกิดการทำงานรูปแบบใหม่ ๆ เช่น ระบบ Tele/Video Conferencing,  Electronic Data Interchange, Virtual Organization เป็นต้น ซึ่งทำให้ประหยัดทรัพยากร และเพิ่มคุณภาพการเป็นอยู่ของคนได้
องค์การเสมือนจริง (Virtual Organization)
องค์กรเสมือนจริงเป็นรูปแบบขององค์กรแบบใหม่ ดังนั้น จึงยังไม่มีคำจำกัดความที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ตัวอย่างคำจำกัดความขององค์กรเสมือนจริงเช่น
-   องค์กรเสมือนจริง คือ องค์กรที่ใช้เครือข่ายในการเชื่อมโยงคน ทรัพย์สิน และความคิดต่าง ๆ เพื่อสร้างและกระจายสินค้าและบริการ โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องขอบเขตขององค์กรแบบเดิม หรือข้อจำกัดในด้านสถานที่ตั้งขององค์กร (Laudon & Laudon, 1999)
องค์กรเสมือนจริง คือ รูปแบบองค์กรแบบใหม่ ซึ่งประกอบด้วยคน กลุ่มคน หรือหน่วยงาน หรือองค์การซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้องค์กรเดียวกัน และกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในลักษณะชั่วคราวหรือถาวร โดยผ่านการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อจะดำเนินการในกระบวนการผลิต (Travica, 1997)
ลักษณะขององค์กรเสมือนจริง
         การใช้เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม
         สังคมกับชุมชนเครือข่ายซึ่งมีการร่วมมือและพึ่งพากัน
         สังคมกับชุมชนเครือข่ายซึ่งมีการร่วมมือและพึ่งพากัน
         ความยืดหยุ่น
         ความไว้วางใจ
         การบริหารตนเอง
         ขอบเขตองค์กรไม่แน่ชัด
         ไม่มีสถานที่ตั้งขององค์กร
สาเหตุของการเกิดองค์กรเสมือนจริง
1.               การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม
2.               ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ
3.               ลูกค้า
4.               คนทำงาน
 
ประโยชน์ขององค์กรเสมือนจริง
1. องค์การ
เสริมสร้างให้ธุรกิจขนาดเล็กใช้ทรัพยากรในเครือข่ายเพื่อแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้
ทำให้องค์กรสามารถสร้างความชำนาญเฉพาะด้านที่ตนเองเชี่ยวชาญให้มีความโดดเด่นได้
2.  ผลผลิต
ช่วยปรับปรุงผลผลิต ให้มีคุณภาพและรวดเร็วขึ้น
ลดเวลาการผลิตสู่ตลาด เพิ่มอัตราการขยายตัวของสินค้าในตลาด
3. คนทำงาน
เพิ่มความสำคัญของมนุษย์มากขึ้น เปิดโอกาสให้คนทำงานโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
เปิดโอกาสให้คนทำงานแลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะและประสบการณ์จากหลาย ๆ แห่งได้
4.  ระยะทาง
ระยะทางไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน
ประหยัดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการเดินทาง
5. สถานที่ตั้ง
ลดปัญหาความเสียหายด้านกายภาพ เช่น ไฟไหม้ แผ่นดินไหว, น้ำท่วม, การประท้วงต่าง ๆ
ลดต้นทุนการใช้พื้นที่ของสถานที่ทำงาน
ทำให้คนงานมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น


รีอินจีเนียริ่ง คือ การทบทวนความคิดพื้นฐาน และการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่โดยสิ้นเชิง เพื่อให้บรรลุผลการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ในผลงาน เช่น ต้นทุน, คุณภาพ, บริการ, และความเร็ว (Hammer & Champy, 1993)

หลักการของรีอินจีเนียริ่ง
1.               การคิดใหม่จากพื้นฐาน
2.               การออกแบบใหม่อย่างถอนรากถอนโคน
3.               การปรับปรุงที่ส่งผลอย่างใหญ่หลวง
4.               เน้นการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน
ข้อดีของรีอินจีเนียริ่ง
1.               ปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ในการทำงานทั้งหมด โดยไม่ยึดติดกับระบบการทำงานแบบเดิม
2.               มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ
3.               เจ้าหน้าที่/พนักงาน ทำงานได้เป็นอิสระมากขึ้น
4.               มีการนำ IT/IS มาใช้ในการปรังปรุงงาน
5.               เป็นวิธีปรับปรุงที่ให้ความสำคัญต่อกระบวนการเป็นสำคัญ
ข้อจำกัดของรีอินจีเนียริ่ง
1.               RE ละเลยเรื่องคนในองค์กร ทำให้พนักงานขาดขวัญ และกำลังใจในการทำงาน
2.               ขาดการนำเรื่องวัฒนธรรมองค์การมาพิจารณาในการปรับปรุงงาน
3.               การทำ RE เป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ยากที่จะทำให้ประสบความสำเร็จโดยฉับพลัน และยังมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง
4.               มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงจากระดับสูงลงมา ขาดการมีส่วนร่วมจากระดับล่าง ทำให้พันธะผูกพัน การเปลี่ยนแปลงมีน้อย
การจัดการความรู้ คือ กระบวนการที่สำคัญในการสร้าง จัดระบบ และถ่ายทอดความรู้อย่างทั่วถึงภายในองค์กร เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน หรือทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากขึ้น
 
องค์ประกอบของ Knowledge Management มีดังนี้ 
             -   การสร้างความรู้ คือ การแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร โดยผ่านกลไก การเรียนรู้ อาทิ การวิจัยและพัฒนา การร่วมกันแก้ไขปัญหา, การพัฒนาเครือข่าย, หรือการพัฒนาผ่านเครือข่ายเป็นต้น
          -  การจัดระบบความรู้  เมื่อความรู้ได้สร้างขึ้นแล้ว จะมีกระบวนการต่อเนื่องในการจัดระบบความรู้ รวมถึงการแสดงความรู้ในลักษณะที่ง่ายต่อการเข้าถึงหรือถ่ายโอน 
             -    การถ่ายทอดความรู้  คือ การนำความรู้ที่มีอยู่ถ่ายทอดไปยังบุคคลอื่น หรือหน่วยงานอื่น เช่นการใช้เครือข่ายในองค์กร หรือการใช้ซอร์ฟแวร์สำหรับทำงานเป็นกลุ่ม
ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ 
                1.    กลุ่มที่มองผลกระทบในด้านบวก (Optimism)
แนวคิดนี้ซึมลึกอยู่ในวัฒนธรรมของอเมริกัน โดยมีสมมติฐานว่า IT ไม่ควรได้รับการปฏิเสธไม่ว่าภายใต้สถาณการณ์ใด ๆ แต่ควรจะมีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายและรวดเร็ว 
-    แนวคิดนี้เชื่อว่า IT เป็นยาสารพัดโรคที่แก้ปัญหาทุกอย่างได้ 
-    แนวคิดนี้เชื่อว่า IT มีลักษณะเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ในการควบคุมกระบวนการทำงานภายในองค์กร
แนวคิดนี้เชื่อว่า IT จะนำไปสู่การจ้างงานเพิ่มขึ้น, ทำให้มีการกระจายอำนาจมากขึ้น, ทำให้การติดต่อสื่อสารดีขึ้น, ช่วยเพิ่มผลผลิต 
2.   กลุ่มที่มองผลกระทบในด้านลบ (Pressimism)
-  แนวคิดนี้มองว่า องค์กรประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีความขัดแย้ง และกลุ่มที่มีอำนาจเหนือกว่าจะนำ IT เข้ามาใช้ในการควบคุมการทำงาน
กลุ่มนี้มองว่า IT จะนำไปสู่การจ้างงานที่ลดลง, ทำให้มีการรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น, ทำให้มีสารสนเทศมากเกินไป และไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในผลผลิตที่แท้จริงแต่อย่างใด
กลุ่มนี้มองว่า IT ทำให้การทำงานเป็นลักษณะประจำ, น่าเบื่อ, ทำให้ความพอใจและคุณภาพชีวิตการทำงานลดลง
กลุ่มนี้มองว่า IT ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ,สังคม ฯลฯ 
3.   กลุ่มที่มองผลกระทบในลักษณะสัมพันธ์ (Relativism)
-  กลุ่มนี้มองว่า IT จะเป็นตัวแปรแทรกระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างคนและองค์การ
กลุ่มนี้มองว่า IT จะเป็นบวกหรือลบขึ้นอยู่กับการสร้างและการใช้เทคโนโลยี
- กลุ่มนี้มองว่า การออกแบบ IT ที่ดี คือ การสร้างดุลยภาพระหว่างความพอใจของผู้ใช้และประสิทธิภาพด้านเทคนิค การออกแบบระบบคอมพิวเตอร์ที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยให้งานประสบความสำเร็จ แต่ยังช่วยให้คนมีความพอใจในการทำงานเพิ่มขึ้นด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น